หลายวันที่ผ่านา ร่วมๆเดือน ผมหายหน้าไปเลยครับจากเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งเรื่องส่วนตัวมีเปอร์เซ็นมากกว่าเกือบๆเท่าตัว บางคนบางใครที่ผมพอจะไว้ใจได้ในบางเรื่องก็อาจจะทราบเรื่องราว ผมเองก็เสียดายมากครับมีหลายเรื่องที่อยากเขียนแต่ไม่มีเวลามาเขียนสักที เพราะรู้ว่าเมื่อเริ่มเขียนแล้วมักหยุดไม่ค่อยอยู่ มันจะใช้เวลานานมากมาย เช่นเรื่อง พรบ.ปรองดอง ที่ตอนนี้มันก็เสมือนจบยกที่หนึ่งไปแล้ว รอดูรอชมยกที่สองต่อเป็นต้น หรือเรื่องของการต่อต้านศาลของชาวคณะควายแดงแห่งสยามจากการทำงานภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่พอใจคนเสื้อแดง (สังเกตุเถอะครับ อะไรก็ตามที่ศาลตัดสินแล้วโดนใจก็จะบอกว่าศาลทำดีทำถูกอวยกันจนออกนอกหน้า แต่พอไม่พอใจก็บอกว่าศาลทำผิดรัฐธรรมนูญบ้าง ไม่ใช่หน้าที่ของศาล หรือตุลาการบ้าง)
ตอนนี้เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เรามักจะได้ยินได้เห็นได้ฟังกัน คือ เรื่องของสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมันกลายเป็นปัญหาที่มันพัวพันและยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จะสรุปอธิบายอย่างง่ายๆคือ วันหนึ่งสหรัฐติดต่อกับไทยโดยบอกว่า NASA (The National Aeronautics and Space Administration) จะขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้เป็นฐานการบินในโครงการศึกษาองค์ประกอบเมฆที่สัมพันธ์กับภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study) หรือ ซีซีโฟว์อาร์เอส (SEAC4RS) โดยจะเป็นโครงการศึกษาฝุ่นละอองที่ซับซ้อนมากที่สุดแห่งปีของนาซา ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐ (National Science Foundation) และห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐ (Naval Research Laboratory) ซึ่งในโครงการนี้จะอาศัยสังเกตการณ์หลายส่วนทั้งจากดาวเทียมของนาซา เครื่องบินวิจัยอีกหลายลำ และพื้นที่สังเกตการณ์ในภาคพื้นดินและในทะเล และโครงการนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์จากหน่วยวิทยาศาสตร์โลกของสำนักอำนวยการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ณ สำนักงานใหญ่ของนาซา ในวอชิงตัน สหรัฐฯ (ขอขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับ SEAC4RS จากเว็บไซต์ผู้จัดการครับ) และยังขอให้สนามบินแห่งนี้เป็นฐานในการก่อตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติประจำภูมิภาคอีกด้วย
และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐใช้เป็นเหตุผลในการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ฟังดูดีครับ แต่ผมอยากให้มองเรื่องนี้ในหลายๆมิติ เพราะเราไม่สามารถเชื่อใจประเทศนี้ได้จริงๆ โดยผมขอนำเสนอแนวคิดของผมแล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อใจประเทศนี้ได้ Read more »