หลายวันที่ผ่านา ร่วมๆเดือน ผมหายหน้าไปเลยครับจากเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งเรื่องส่วนตัวมีเปอร์เซ็นมากกว่าเกือบๆเท่าตัว บางคนบางใครที่ผมพอจะไว้ใจได้ในบางเรื่องก็อาจจะทราบเรื่องราว ผมเองก็เสียดายมากครับมีหลายเรื่องที่อยากเขียนแต่ไม่มีเวลามาเขียนสักที เพราะรู้ว่าเมื่อเริ่มเขียนแล้วมักหยุดไม่ค่อยอยู่ มันจะใช้เวลานานมากมาย เช่นเรื่อง พรบ.ปรองดอง ที่ตอนนี้มันก็เสมือนจบยกที่หนึ่งไปแล้ว รอดูรอชมยกที่สองต่อเป็นต้น หรือเรื่องของการต่อต้านศาลของชาวคณะควายแดงแห่งสยามจากการทำงานภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่พอใจคนเสื้อแดง (สังเกตุเถอะครับ อะไรก็ตามที่ศาลตัดสินแล้วโดนใจก็จะบอกว่าศาลทำดีทำถูกอวยกันจนออกนอกหน้า แต่พอไม่พอใจก็บอกว่าศาลทำผิดรัฐธรรมนูญบ้าง ไม่ใช่หน้าที่ของศาล หรือตุลาการบ้าง)
ตอนนี้เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เรามักจะได้ยินได้เห็นได้ฟังกัน คือ เรื่องของสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมันกลายเป็นปัญหาที่มันพัวพันและยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จะสรุปอธิบายอย่างง่ายๆคือ วันหนึ่งสหรัฐติดต่อกับไทยโดยบอกว่า NASA (The National Aeronautics and Space Administration) จะขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้เป็นฐานการบินในโครงการศึกษาองค์ประกอบเมฆที่สัมพันธ์กับภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study) หรือ ซีซีโฟว์อาร์เอส (SEAC4RS) โดยจะเป็นโครงการศึกษาฝุ่นละอองที่ซับซ้อนมากที่สุดแห่งปีของนาซา ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐ (National Science Foundation) และห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐ (Naval Research Laboratory) ซึ่งในโครงการนี้จะอาศัยสังเกตการณ์หลายส่วนทั้งจากดาวเทียมของนาซา เครื่องบินวิจัยอีกหลายลำ และพื้นที่สังเกตการณ์ในภาคพื้นดินและในทะเล และโครงการนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์จากหน่วยวิทยาศาสตร์โลกของสำนักอำนวยการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ณ สำนักงานใหญ่ของนาซา ในวอชิงตัน สหรัฐฯ (ขอขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับ SEAC4RS จากเว็บไซต์ผู้จัดการครับ) และยังขอให้สนามบินแห่งนี้เป็นฐานในการก่อตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติประจำภูมิภาคอีกด้วย
และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐใช้เป็นเหตุผลในการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ฟังดูดีครับ แต่ผมอยากให้มองเรื่องนี้ในหลายๆมิติ เพราะเราไม่สามารถเชื่อใจประเทศนี้ได้จริงๆ โดยผมขอนำเสนอแนวคิดของผมแล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อใจประเทศนี้ได้
ในเบื้องต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จีนกับสหรัฐก็งัดข้อกันอยู่ และจีนเองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับหลายประเทศในแถบเอเชียและมีแนวโน้มจะมีความสำคัญและมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสหรัฐเองมีความสำคัญกับหลายประเทศเช่นกัน แต่เมื่อจีนมีอิทธิพลมากขึ้นรวดเร็วจนน่าตกใจก็ทำให้สหรัฐอยู่นิ่งไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นประเทศไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนากว่าประเทศอื่นๆโดยรอบในแถบเอเชียน จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร ซึ่งเมื่อได้มองในเชิงภูมิศาสตร์แล้วพื้นที่ของไทยก็เป็ยจุดศูนย์กลางเช่นกัน จึงเรียกได้ว่าถ้าสหรัฐเข้ามาได้ก็เสมือนส่องดูได้ทั้งอาเซียนแล้ว
ดังนั้นการที่สหรัฐทำแบบนี้ก็เหมือนกับเป็นการบีบให้เราเลือกข้างนั่นแองครับ ว่าจะเอาใครระหว่างสหรัฐและกลุ่มประเทศอาเซียน(รวมไปถึงจีนด้วย)นั่นเอง ถ้าเรายอมให้สหรัฐเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ตรงนี้ก็เท่ากับเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่าเราเลือกสหรัฐมากกว่าจีนและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าเราไม่ให้ก็เป็นการแสดงออกว่าเราไม่อ่อนข้อให้กับสหรัฐซึ่งเป็นมิตรประเทศและไปพึ่งคนอื่นแทน(ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าประเทศเราทำตัวเป็นลูกไล่ของสหรัฐอเมริกามาเสมอๆ เป็นเด็กดีที่ว่าง่ายจริงๆครับ) ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ล้วนแต่ทำให้เกิดผลด้านลบทั้งสิ้น อย่างน้อยที่สุดก็ผลด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดการคว่ำบาตร หรืออาจรุนแรงถึงขั้นสงครามเลยทีเดียวกัน ทั้งนี้อยู่ที่การเจรจาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วยว่าจะเลือกพูดหรือเดินทางไหนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาไว้เอาไว้ครับ
คราวนี้นอกจากประเด็นความสัมพันธ์ไทย-จีน-สหรัฐ-อาเซียนแล้ว เรายังมีเรื่องของความมั่นคงอีกเพราะสหรัฐนั้นขึ้นชื่อเรื่องการข่าวอยู่แล้ว ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของเราไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าผมเองก็ไม่สบายใจเช่นกัน แม้จะรู้ว่าจริงๆเทคโนโลยีดาวเทียมและอื่นๆมันเจาะข้อมูลเราไปได้เยอะมากแล้ว (ไม่เชื่อก็ลองไปเล่น Google Maps) ดูก็ดีนะครับ มีอะไรสนุกๆอยู่เพียบเชียว(และเราก็แทบไม่รู้ตัวเลย) นี่ขนาดไม่ใช่กองทัพสหรัฐนะครับเนี่ย แล้วถ้ากองทัพสหรัฐเล่นเองจะขนาดไหน อันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่ใช่เล่นเลยล่ะครับ นอกจากนี้ผมยังมองยาวไปในเรื่องของสงครามอีกด้วยครับ เพราะนิสัยของสหรัฐเองที่แสดงออกให้ชาวโลกเห็นมาตลอดถึงการใช้งานวิจัย อ้างวิทยาศาสตร์เพื่อรุกราน หรือครอบครอง หรือแย่งชิง ทรัพยากรธรรมชาติ หรือดินแดนที่ตนต้องการ ผมอยากให้ดูตัวอย่างของประเทศอิรักครับ
ประเทศอิรักเป็นประเทศหนึ่งที่ดังมากในช่วง 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐพยายามประโตมข่าวใส่ร้ายประเทศอิรักอย่างหนักหน่วง ประกอบกับประเทศอิรักเองก็มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ก่อนแล้ว แล้วด้วยความที่สหรัฐเห็นว่าอิรักมีน้ำมันดิบเยอะ จึงยกพลเข้าไปบุกโดยอ้างความชอบธรรมต่างๆเช่น พบว่าประเทศอิรักผลิตอาวุธนิวเคลียร์ (ซึ่งจริงๆแล้วประเทศสหรัฐอเมริกานั่นแหละครับมีเยอะกว่าใคร) โดยในครั้งนั้นแพะคือซัดดัม ฮุสเซ็น ซึ่งชาวโลกส่วนใหญก็ตามสื่อจากสหรัฐนั่นแหละครับ และเมื่อคนส่วนใหญ่ของโลกรับสื่อจากสหรัฐก็ทำให้เสมือนกับว่าเป็นการฟังความข้างเดียว ผมอยากจะบอกว่าไม่ใช่เพียงแค่ข่าวนะครับ คุณลองดูสิครับหนังอเมริกันในสมัยนั้นหรือแม้กระทั่งเกม ทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันโดยกำหนดให้อเมริกาเป็นพระเอกและพวกตะวันออกเป็นผู้ชาย แต่จนแล้วจนรอดระเบิดนิวเคลียร์อะไรนั่นก็ไม่มีจริง ตอนนั้นทางสหรัฐกออกมาแก้เก้อโดยการเอานักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งมาชี้ว่า มีถังๆหนึ่งเป็นสารประกอบสำคัญในการผลิต แต่ทันทีที่สหรัฐเข้ายึดสำเร็จที่ตามมาคือการเดินท่อส่งน้ำมันและการลงทุนธุรกิจน้ำมันของสหรัฐอเมริกา พอจะสรุปได้หรือไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วสหรัฐก็คือโจรที่ใส่ชุดตำรวจนั่นเอง และเรื่องราวก็ยังมีมาจนถึงทุกวันนี้ อเมริกาก็ยังคงใช้วิธีนี้ เกมนี้ในการเข้ายึด เข้าตี เข้ารุกรานประเทศอื่นๆที่ตนไม่สามารถใช้วิธีการทูตปกติได้
แล้วจะเอาอะไรกับประเทศไทยซึ่งนายกเองหรือคณะรัฐบาลเองก็เป็นที่รู้ไปทั่วโลกว่าเป็นอย่างไร ความเข็มแข็งนั้นขึ้นกับกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งจัดตั้งขึ้น และทำทุกอย่างเผื่อทักษิณ ชินวัตร พวกเขาพร้อมจะไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของตนโดยตรง ผมว่านี่อาจทำให้สหรัฐรู้ว่าถ้าจะเจาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรเริ่มจากที่ไหน ประเทศของเรามี”ผู้นำที่ห่วย” และมีกองโจรเป็นผู้ร่วมงาน อีกทั้งยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ละเมอเพ้อพกว่าคือคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกราะกำบังอีกหนึ่งชั้น “หวานหมู” ครับ พูดกันตรงๆชาวกัมพูชายังมีความรักประเทศของเขามากกว่าคนไทยบางคนที่เอาแต่พ่นคำว่ารักชาติปาวๆเสียอีก แบบนี้ก็เข้าทางสหรัฐอเมิรกาเขานั่นแหละครับ
คราวนี้ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเนื้อแท้ของ NASA คืออะไรครับ ก่อนอื่นผมอยากให้ล้างความคิดว่ามันจะเป็นอย่างในหนังอเมริกันก่อนนะครับ ท่านผู้อ่านจะเชื่อไหมครับว่าแท้จริงแล้ว NASA นั้นเกิดจากเงื่อนไขด้านความมั่นคงครับ คือในช่วงที่สหรัฐทำสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์คือเรื่องหนึ่งที่แข่งกันแทบเป็นแทบตายเลยครับ โดยเฉพาะในเรื่องอวกาศนั้นถือเป็นหน้าเป็นตาและเป็นการเสริมบารมี อารมณ์ประมาณว่า “ถ้าชั้นครองอวกาศได้แกก็ระวังไว้เถอะ วันดีคืนดีอาจมีอะไรตกจากฟ้ามาใส่หัวคุณมึงนะขอรับ” กระทรวงกลาโหมสหรัฐพยายามแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการวิจัยชั้นบรรยากาศและพัฒนาอากาศยานให้ทั่วโลกเชื่อว่าอเมริกาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไอเซนฮาวร์ ประกาศปรับปรุงแผนการโคจรของดาวเทียมวิทยาศาสตร์ และรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกเป็นการตอกย้ำความคิดความเชื่อนี้ และแน่นอนว่าประเทศคู่กรณีอย่างโซเวียตก็อยู่เฉยไม่ได้จึงประกาศจะปล่อยดาวเทียมเช่นกัน
แต่แม้โซเวียตจะประกาศหลังอเมริกาแต่ก็สามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปได้ก่อน (ยานสปุตนิก 1) และนั่นทำให้อเมริกาเสียหน้าอย่างรุนแรง และำให้สหรัฐเร่งเดินเครื่องเรื่องอวกาศอย่างจริงจัง จึงได้ก่อตั้ง NASA ขึ้นมานั่นเอง ทั้งนี้ NASA เองก็ร่วมมือกับหน่วยงานทางทหารของอเมริกาตลอดครับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แม้จะบอกว่าเป็นองค์กรพลเรือน แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานทางการทหารสังกัดกองทัพต่างๆอย่างแน่นแฟ้น และแน่นอนครับคนที่จะทำงานใน NASA ได้ต้องเป็นคนที่มีหรือได้รับสัญชาติอเมริกันแล้วเท่านั้นครับ
แล้วทำไมต้องสนามบินอู่ตะเภาคือมันก็มีที่มานะครับ เพราะจริงๆแล้วที่นี่เป็นสนามบินของกองทัพจริงๆเลยละครับ ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือไทย คือเมื่อก่อนนี้ปี 2504 กองทัพเรือต้องการก่อสร้างสนามบินทหารเรือ จึงดำเนินการสำรวจพื้นที่บริเวณจังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง ณ เวลานั้น กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้ฝูงบินทหารเรือสังกัดกองเรือยุทธการ โดยใช้สนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองเป็นสนามบินชั่วคราว ต่อมากองบัญชาการทหารสูงสุดอนุมัติสร้างสนามบินแห่งใหม่ของกองทัพเรือบริเวณหมู่บ้านอู่ตะเภา จังหวัดระยอง โดยเป็นทางวิ่งลาดยางความยาว 1,200 เมตร เมื่อการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อย ในขณะนั้น ได้เกิดการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และประเทศลาว (สงครามเวียตนาม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่าต้องสร้างสนามบินขนาดใหญ่ในประเทศไทยเพิ่มเติม จึงช่วยประเทศไทยพัฒนาสนามบินแห่งนี้ให้แกร่งขึ้นอีก เป็น Air-Base ที่แข่งแกร่งมากในภูมิภาคนี้เลยเชียวละครับ โดยใช้เป็นหน่วยในการลำเลียงหน่วยรบไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่างๆภายในประเทศ ต่อมาเมื่อปี 2519 สงครามสงบลงครับ พวกสหรัฐก็ถอนทหารออกไป เหลือทิ้งไว้คือสนามบินอันแข็งแกร่ง รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติเปลี่ยนให้เป็นสนามบินเชิงพานิช และให้เป็นสนามบินสำรองของสนามบินดอนเมือง แต่ก็ยังอยู่ภายใต้สังกัดของกองทัพเรืออยู่ดีครับ จึงทำให้ในปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภาเองแม้จะผันเป็นสนามบินเพื่อการพานิชแล้วแต่ก็ยังใช้เพื่อการทหารและการทูตอยู่ดี และด้วยความใหญ่โตของสนามบินจึงทำให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ๆได้สบายๆ และมีโรงเก็บที่กว้างขวางอีกด้วย
เมื่อเราเอาข้อมูลของ NASA ที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพ มาพิจารณาประกอบความแข็งแกร่งของสนามบินอู่ตะเภาแล้วทำให้คิดไปได้หรือไม่ว่า โครงการที่ NASA ยกขึ้นมานั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกิจการอื่นเช่นการทหารที่แฝงอยู่ ประเทศอเมริยานั้นนับได้ว่าเป็นประเทศแห่งข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น”ราชการลับ” หรือการโจรกรรมทางข้อมูลเป็นเรื่องที่เราดูแคลนไม่ได้เลยครับ เราไม่มีทางตรวจสอบและรู้ได้เลยว่าจริงๆแล้วมีอะไรแอบแฝงอยู่บ้าง
หนักไปกว่านั้น เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาสำนักข่าว Washington Post ของอเมริกาเองได้เผยแพร่บทความหัวข้อ “U.S. eyes return to some Southeast Asia military bases” หรือ สหรัฐหมายตากลับมายังฐานทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความดังกล่าวเป็นการรายงานทิศทางนโยบายทางทหารของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่รุกคืบเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้นตามยุทธศาสตร์หันเหสู่เอเชียที่ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม โดยบทความระบุว่า ขณะที่รัฐบาลโอบามาปรับปรุงยุทธศาสตร์เอเชียเพื่อตอบโต้การผงาดขึ้นของจีน กองทัพสหรัฐก็กำลังสนใจกลับมาใช้ฐานทัพหลายแห่งในภูมิภาคนี้ ที่เคยใช้เป็นฐานระหว่างการทำสงครามเวียดนาม ทั้งฐานบินอู่ตะเภา ฐานทัพเรือในเวียดนาม และฐานทัพอากาศที่ฟิลิปปินส์ แม้การเร่งเครื่องเจรจาและกระชับความสัมพันธ์ยังคงจำกัดเฉพาะความร่วมมือบางด้าน เช่น การฝึกทหารร่วมหรือการส่งเรือรบเข้าเทียบท่า แต่สหรัฐก็หวังว่าความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้ามามีบทบาททางทหารที่สม่ำเสมอและกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่า สหรัฐไม่มีความประสงค์จะกลับมาครอบครองฐานทัพที่เคยทิ้งไป และก็ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างฐานทัพใหม่ในภูมิภาคนี้ สิ่งที่สหรัฐพยายามทำคำขออนุญาตดำเนินการในฐานทัพเก่าเหล่านี้ในฐานะแขก โดยส่วนใหญ่เป็นการขอใช้พื้นที่แบบชั่วคราว แต่สหรัฐกลับไม่ได้แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะว่ากองทัพจะส่งกำลังทหารมาประจำที่อู่ตะเภาทั้งสิ้นกี่นาย หรือจะปฏิบัติภารกิจลักษณะใดบ้าง ทั้งหมดนั้นการขาดความชัดเจน
ทหารบางคนของสหรัฐเองก็บอกว่าสหรัฐยังต้องการจะยกระดับการส่งเรือของกองทัพเข้าเทียบท่าเรือของไทย ตอนนี้กองทัพเรือสหรัฐกำลังเตรียมการส่งเรือรบลิตโทรัลลำใหม่ 4 ลำไปประจำที่สิงคโปร์ และหวังจะสับเปลี่ยนมาเทียบท่าที่ไทยและชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นบางครั้งบางคราว
กองทัพเรือสหรัฐกำลังมองหาช่องทางปฏิบัติภารกิจตรวจตราทางอากาศร่วมกันทั้งจากเมืองไทย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวว่า สิ่งสำคัญลำดับสูงสุดในทางยุทธศาสตร์คือการปรับปรุงการตรวจตราเส้นทางเดินเรือ และความเคลื่อนไหวทางทหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดีย แผนหนึ่งในนั้นคือ ปี 2557 กองทัพเรือจะเริ่มส่งเครื่องบินลาดตระเวน โพไซแดน พี-8 เอ รุ่นใหม่และเครื่องบินต่อต้านเรือดำนำมาประจำภูมิภาคแปซิฟิก ทดแทนเครื่องบินโอไรออน พี-3 ซี จากยุคสงครามเย็น กองทัพเรือยังเตรียมจะส่งเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ (โดรน) รุ่นใหม่ที่บินได้ระดับสูงมาประจำที่เอเชีย-แปซิฟิกในช่วงเวลาเดียวกันด้วย โดยจะประจำที่ฐานทัพบนเกาะกวม แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็กำลังมองหาหุ้นส่วนในเอเชียที่เต็มใจจะเป็นฐานให้โดรนเหล่านีน (ขอขอบคุณบทความจาก Washington Post และ หนังสือพิมพ์แนวหน้า)
ถึงตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าหลายๆคนที่อ่านมาราธอนตั้งแต่ต้นจะเข้าใจแล้วว่าทำไมผมถึงไม่ไว้วางใจสหรัฐเลยในเรื่องนี้ ผมว่าท่านผู้อ่านที่รักชาติรักบ้านรักเมืองก็คงคิดไม่ต่างกันครับ แล้วคิดหรือครับว่าประเทศจีนจะยอมให้อเมริกามาขัดขวางการกระจายอำนาจในแถบเอเชีย ตอนนี้ประเทศของเราอาจกลายเป็นตัวแปรหนึ่งในสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นไปแล้วครับ พูดกันตรงๆ NASA ไม่มาตั้งฐานในไทย คนไทยเราก็ไม่ตายหรอกครับ แต่ถ้าเราไปอยู่ในสงครามความสูญเสียจะมากมายกว่าจะคณานับ
ปล. สำหรับคนที่ใช้ตรรกะควายแดงว่าผมก็เอาแต่คาดเดาเอา หรือใช้คำว่า “อาจจะ” ซึ่งเป็นชุดความคิดหนึ่งที่ผมได้เจอมาเสมอๆเวลาโต้เถียงกับคนที่มีข้อมูลและพยายามเตือน(แต่ไม่ถูกใจคุณ เพราะมันตรงข้ามกับที่ไอ้แม้วมันต้องการ) ผมไม่เถียงครับ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงถึงวันนั้นตรรกะควายๆเหล่านั้นมันใช้ประโยชน์อะไรได้ นอกจากการคิด วิเคราะห์ พิจารณา ให้ถี่ถ้วนในวันนี้วินาทีนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นล่ะครับ เช่นเดียวกับการเอาตุ๊กตามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้มันทำอะไรได้บ้างล่ะครับ? ไม่มีผลงานใดๆเลยนอกจากบินไปนั่นทีบินไปนี่ทีร่ายรำท่านกแก้วหนีการประชุมรัฐสภาไปเรื่อยๆ ให้สัมภาษณ์ทีไรก็มีแต่เรื่องโง่ๆ พลาดในเรื่องที่ไม่ควรพลาดจนเป็นปกติ ฯลฯ น่าอับอายมากที่มีคนอย่างอีนี่มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เข้าใจนะครับ เพราะแค่เธอมาจากทักษิณ คนเสื้อแดงก็พยายามจะให้การยอมรับตอบรับและอวยเธอในทุกกรณี ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดมันก็คงลำบาก ผมก็คิดเสียเพียงว่าเสื้อแดงมีปัญหาทางสายตาระหว่างขนาดของช้างและใบบัวแล้วกันครับ




0 Comments.