มองมันตรงๆ คิดมันตรงๆ และพิมพ์มันตรงๆ วิเคราะห์ วิพากษ์การเมืองและสังคมไทย

“นม”ของน้องมิกกี้ และ เรื่องของ”เพศ” ในสังคมไทย

ผ่านเวลามาก็เกือบๆเดือนหนึ่งครับที่ผมไม่ได้ update blog ของผมเลย (เหมือนจะมีกลิ่นจางๆแฮะๆ) ช่วงนี้งานวุ่นๆครับ อย่างว่างั้นงี้เลยครับ update นี้ผมก็ใช้เวลาเขียนนานมากๆ วันละนิดวันละหน่อย จริงๆมีเรื่องมากมายที่อยากจะเขียนลงไป ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง ปัญหาสังคม สงกรานต์ ฯลฯ ช่วงนี้การเมืองคงต้องเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะที่กำลังชักนำให้ชาติบ้านเมืองของเราเข้าสู่ภาวะ “วิกฤต” ที่ยากเกินเยียวยา กำลังจะทำให้เกิดการประทุของคนที่ “รักชาติ” และ “รักความยุติธรรม” ครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

เอาเถอะครับ เนื่องจากที่ผมได้จั่วหัวไปถึงเรื่องราวที่อยากเขียน เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนมากคือเรื่องของ “น้องมิกกี้” สาวประเภทสองชาวอยุธยาที่โดนปรับข้อหาทำอนาจารในที่สาธารณะ ด้วยการเต้นโชว์หน้าอกในช่วงสงกรานต์ ซึ่งจริงๆแล้วหลายคนอาจมองเพียงผ่านๆว่ามันเป็นเรื่อง”ไร้สาระ” แต่ผมกลับคิดว่านี่คือเรื่องๆหนึ่งที่ทำให้เราได้คิดอะไรได้อีกมากมายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ “เพศที่สาม” ในสังคมไทย ก่อนอื่นนะครบผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่ได้จบการศึกษาทางด้านที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายใดๆนอกจากเรียนนในวิชาพื้นฐาน แต่บทความนี้อาจจะเกี่ยวข้องหรืออ้างอิงไปทางที่เกี่ยวข้องกับกฏหมาย ดังนั้นถ้าผิดถูกประการใดก็ต้องขออภัยและขอให้ท่านผู้รู้ได้ชี้แนะผมด้วยนะครับ เรามาเจาะและวิเคราะห์เรื่องนี้กันดีกว่าครับ

น้องมิกกี้เธอถูกปรับ 500 บาท(ผมจะเรียกคำแทนตัวน้องเขาว่า “เธอ” นะครับ เพราะสำหรับผมแล้วผมมองว่าเธอคือผู้หญิงครับ) โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 388 ว่า “ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท” ครับ

ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตัวกฏหมายแล้วคำว่า “ผู้ใด” แปลความได้ว่า “ใครก็ตาม” และนั่นไม่ได้จำกัดว่าเป็นเพศใดๆครับ แต่ในความเป็นจริงความผิดนั้นๆเราต้องเข้าใจว่าเป็นของเพศใด ซึ่งจริงๆต่างกันนะครับ คราวนี้เรามาต่อกันที่ตัวกฏหมายท่อนต่อไป คือ “กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น” คราวนี้ “การอันควรขายหน้า” คือเป็นที่อับอายแก่ผู้พบเห็น” เช่น ใส่ชุดว่ายน้ำเดินตลาดนัด แต่ทั้งนี้มันก็ขึ้นกับสถานที่ เพราถ้าใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดิมนั่นแหละครับเดินริมชายหาดคงไม่มีใครว่า ส่วน “การเปิดเผยร่างกาย” คือ การเปิดเผยอวัยวะที่ควรต้องปิดไว้พูดกันง่ายๆก็ของลับนั่นแหละครับ ต่อมาก็คำว่า “ธารกำนัล” คือให้ใครต่อใครเห็นได้

สรุปว่า มาตรา 388 แปลว่า ห้ามทำตัวลามก โชว์อวัยวะลับ ทำเรื่องลามก ในที่ๆไม่เหมาะสมและมีคนเห็นได้ 

คราวนี้ประเด็นของผมคือ เมื่อเราพูดถึงเพศ ในไทยเรามีกำหนดไว้แค่ 2 เพศ คือชายและหญิง และประเทศนี้ยังไม่มีการยอมรับหรืออนุญาติให้ทำการข้ามเพศได้เหมือนในบางประเทศ ทั้งทางกฏหมายก็ดี ทางความเชื่อก็ดี ความยึดติดก็ดี สาวประเภทสองคนใดๆต่อให้เหมือนหญิงอย่างไร มีหน้าอกเหมือนผู้หญิง ผมยาวสลวยเป็นเงางาม หรือแม้จะไร้ส่วนล่างอันมีเฉพาะของเพศชายแล้ว ต่อให้สวยเป็นนางฟ้า เทพธิดาก็ตามเถอะ เมื่ออยู่ภายใต้กฏหมายไทย กฏหมายไทยก็ยังระบุว่าเธอคือ “ผู้ชาย”

และสงกรานต์ทุกครั้งหรือเวลาไปว่ายน้ำที่สระน้ำหรือไปทะเลทุกครั้งเราก็จะเห็น”ผู้ชาย”นี่แหละครับไปถอดเสื้อเดินโชว์หน้าอกหน้าใจกันให้ควั่ก บางคนโชว์ลอยสักด้วย บางคนเล่นกล้ามมาก็อวดกล้ามกัน และแน่นอนว่าเกย์ก็กระทำไม่ต่างกัน แต่ไม่เห็นจะมีใครมาตั้งข้อหาว่ากระทำการอนาจารเลย แต่น้องมิกกี้ซึ่งตามกฏหมายแล้วเธอคือผู้ชายคนหนึ่งกลับโดนข้อหานี้ เพราะอะไร หรือเพราะจะบอกว่า “เธอคือผู้หญิง” (ทีแบบนี้บอกว่าเธอคือผู้หญิง)

นมของผู้หญิงถือเป็นของสงวนครับ ห้ามเปิดเผยในที่สาธารณะ และจะมีความผิดตามกฏหมายมาตรา 388 ที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่นั่นคือนมของผู้หญิง สมมุติว่ามีสาวประเภทสองคนหนึ่งที่ยังไม่ทำนมมา แล้วถอดเสื้อและไม่ใส่ยกทรงเต้นบ้างเธอจะโดยจับข้อหาเดียวกันนี้หรือไม่? ผมว่านี่คือคำถามที่น่าคิดครับ ในเมื่อเธอคือผู้ชายตามกฏหมาย ซึ่งจริงๆแล้วน้องมิกกี้ก็เป็นผู้ชายตามกฏหมายไทยเช่นกัน สรุปแล้วการโชว์นมของผู้ชายกลายเป็นมีความผิดเสียอย่างนั้น? แล้วทำไมผู้ชายอีกนับหมื่อนนับแสนคนที่โชว์นมในที่สาธารณะไม่โดนปรับคนละ 500 บ้างละครับเนี่ย

ถึงตรงนี้คงมีผู้อ่านหลายคนค้านในหัวว่า “อ้าวก็นมเจ้าหล่อนเป็นหญิงเสียขนาดนั้น ก็ต้องผิดกฏหมายดิ” ใช่ครับถ้าเรามองกันในมุมของสรีระร่างกายเธอมีความผิด ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมมองในเชิญจิตใจและหัวใจมากกว่าครับ อย่างที่บอกครับผมมองว่าสาวประเภทสองคือผู้หญิง เช่นเดียวกับที่ผมมองว่าทอมเป็นเพศชายนั่นแหละครับ ดังนั้นการที่ผู้หญิงคนหนึ่งโชว์หน้าอกในที่สาธารณะมีควาผิดตามกฏหมายและสมควรที่จะได้รับโทษตามกฏหมายเช่นกัน แต่กฏหมายไทยบอกว่า เธอเป็น”ผู้ชาย”นี่ครับ นี่คือช่องโหว่ คือความสับสน คือความงี่เง่าของกฏหมายไทยครับ และแทบไม่เคยมีใครสนใจเรื่องราวเหล่านี้เลยนอกจากกลุ่มสาวประเภทสอง

แต่เราลองคิดกันให้ลึกกว่านี้นะครับ ในเมื่อน้องมิกกี้และสาวประเภทสองอีกนับหมื่อนนับแสนคนทั่วทั้งประเทศไทย มีหน้าอกเป็นหญิง มีสรีระเป็นหญิง (ซึ่งอาจรวมไปถึงอวัยวะเพศด้วย) และพวกเธอมีความผิดตามกฏหมายตามความเป็นเพศหญิง เช่น โชว์นมในที่สาธารณะ แต่พวกหล่อนกลับไม่สามารถเรียกร้องความเป็น “เพศหญิง” ได้เลยในสังคมนี้

  • ทุกวันนี้พวกเธอไม่สามารถจดทะเบียนกับชายที่ตนรักได้ตามกฏหมาย
  • พวกเธอยังต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า “นาย” แม้จะมีการพูดถึงการเปลี่ยนคำนำหน้านามบ้างแต่ก็ช้าจนเหมือนเลือนหายไป ต่างจากกฏหมายโดยนักการเมืองเพื่อนักการเมือง
  • พวกเธอยังต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร (เมื่อก่อนจะถูกระบุในใบ สด.43 คำว่า “จิตผิดปกติ” แต่เดียวนี้เปลี่ยนแล้วเป็น “ผู้มีภาวะเพศไม่ตรงกับสภาพเพศกำเนิด” ซึ่งมันก็ยังไม่ได้แปลว่าเธอคือผู้หญิงอยู่ดี)
  • พวกเธอยังต้องระบุในเอกสารราชการทุกชิ้นว่าคือเพศชาย
  • พวกเธอยังต้องมีเอกสารประกอบตัวที่ไม่ใช่จากทางราชการว่าคือเพศชายเช่นกัน
  • พวกเธอยังต้องใส่ชุดนักศึกษาชายตามกฏระเบียบของมหาวิทยาลัย (แม้จะมีการปล่อยๆหยวนๆบ้าง แต่ช่วงสอบพวกเธอก็ยังต้องใส่ชุดของผู้ชายอยู่ดี)
  • พวกเธอยังต้องได้รับการปฏิบัติจากคนอีกหลายคนในสังคมอย่างดูถูกและรังเกียจเดียจฉันท์
  • พวกเธอยังต้องถูกมองเป็นตัวประหลาดในบางสังคม บางกลุ่ม บางพวก
  • พวกเธอยังต้องโดนกีดกันจากสังคม
  • พวกเธอยังต้องกลายเป็นแพะรับบาปเวลามีผู้หญิงทำอนาจาร ส่วนใหญ่ก็มักจะตีว่าเป็นกระเทยไปก่อนแล้ว

นี่คือเรื่องเล็กๆของหลายๆคน แต่มันคือสิ่งที่หนักหนาของอีกหลายๆคน มันสะท้อนถึงความไม่ยุติธรรมในสังคมต่อเพศที่สังคมให้คำนิยามว่า”เพศที่สาม” และให้ค่าที่ด้อยกว่าเพศชายและหญิง มันสะท้อนถึงความไม่ยุติธรรมในกฏหมายต่อชีวิตของพวกเธอ และที่สำคัญคนที่ไม่ใช่เพศที่สามต่างล้วนมองข้ามเรื่องเหล่านี้กันไปเหมือนกระดาษเช็ดก้นที่ใช้แล้วทิ้ง  หรือสังคมไทยจะยอมรับว่าการที่เหล่าคนเพศที่สามนั้นต้องแบกรับความไม่ยุติธรรมนี้มันคือเรื่องอันสมควรแล้ว

กลับมาที่น้องมิกกี้และสาวประเภทสองอีกนับหมื่อนนับแสน ผมกลับคิดว่าในเมื่อน้องนิกกี้มีความผิดในฐานะโชว์หน้าอกในที่สาธารณะซึ่งเป็นการอนาจาร และผู้หญิงเท่านั้นที่จะได้รับความผิดในกรณีได้ ในขณะที่กฏหมายบอกว่าพวกเขาเป็น “ผู้ชาย” ตาม กฏหมายไทย แล้วเหตุในเล่าสังคมไทย กฏหมายไทยจะไม่เปิดโอกาศให้พวกเธอได้เป็นในสิ่งที่พวกเธอควรเป็นจริงๆ ให้เธอได้เป็น”ผู้หญิง”ตามกฏหมายไปเลย เปลี่ยนคำนำหน้านามเสียเป็น “นางสาว” หรือ “นาง” ให้พวกเธอมีสิทธิในการเป็นผู้หญิงทุกประการ รวมไปถึงการจดทะเบียนสมรส ฯลฯ (แต่เรื่องกฏหมายแรงงานว่าด้วยการการลาคลอดนั้นคงต้องคิดอีกที) เว้นแต่ว่าพวกหล่อนจะสามารถมีบุตรได้ ซึ่งผมก็ได้ยินมาว่าที่ต่างประเทศเขาสามารถทำได้แล้วนะครับ และแน่นอนว่าเหล่าทอมที่ใจเป็นชายกายเป็นหญิงก็สมควรจะได้รับในสิ่งที่พวกเขาเป็นเช่นกัน

ถ้าสังคมได้มองพวกเขาอย่างเข้าใจ มองให้ลึกๆ เอาความคิดที่ไม่ดีๆ เอาอคติทั้งหลายออกไป แล้วจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้มีเพศที่สามเลยบนโลกใบนี้แม้แต่คนเดียวครับ โลกของเรามีแค่สองเพศเท่านั้น เรามี “คนที่เป็นผู้ชาย” และเรามี “คนที่เป็นผู้หญิง” เท่านั้น แต่สิ่งนี้คือเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับสังคมที่ปิดกั้น เช่นสังคมไทยของเรานี่เองครับ

ถึงเวลาหรือยังครับที่เราควรจะมองพวกเขาอย่างเข้าใจ…และยอมรับในความเป็นเขาในแบบที่เขาเป็น?

เพิ่มเติมอีกนิดนะครับ… ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ผมเคยได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านามและการระบุเพศในบัตรประชาชน เขาบอกว่าการทำแบบนั้นจะทำให้การคัดแยกตัวบุคคลลำบากครับ แต่ในความคิดของผมแล้ว ผมว่ามันไม่ต่างกันกับการเปลี่ยนชื่อตัวหรอกครับ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น การเปลี่ยนชื่อตัวทำได้ง่ายมาก และมีเอกสารรับรองด้วย แต่เพราะไม่มีใครใส่ใจในเรื่องแบบนี้มากกว่า รัฐบาลเอาเวลาไปแก้กฏหมายเพื่อช่วยโจรบ้าง เพื่อตัวเองบ้าง แค่นั้นก็หมดเวลาจะดูแลเรื่องของประชากรไทยหลายหมื่นหลายแสนคนที่ถูกกระทำโดยกฏหมายของรัฐแบบนี้แล้วละครับ ลองดูสิครับถ้าวันหนึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นสาวประเภทสอง แล้วเรามาดูกันว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าหรือกฏหมายเหล่านี้มันจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ แต่ถึงกว่าเวลานั้นสังคมอันแสนปิดกั้นนี้ก็คงออกจากเปลือกได้แล้วล่ะครับ

Leave a Comment


NOTE - You can use these HTML tags and attributes:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>