เรื่องมีอยู่ว่าที่ถนนทองหล่อ ซึ่งเป็นถนนเส้นหนึ่งในกรุงเทพครับ เป็นที่ทราบกันดีครับว่าแถวนั้น เป้นที่อยู่ของคนมีเงิน และมีร้านอาหารดีๆมากมาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารญี่ปุ่นและอาหารเกาหลี พอดีว่าคุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปัจจุบัน ไปกินข้าวที่แถวๆนั้นครับ แล้วโต๊ะอาหารข้างๆก็หวังดี ไปบอกกับแกว่าคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.เพิ่งจะทานอาหารเสร็จและกลับบ้านไป เป็นเรื่องราวแสนธรรมดาที่ก่อให้เกิดสงครามย่อยๆ ก่อนการเลือกตั้ง ระหว่าง กรณ์ VS ณัฐวุติ
นายกรณ์ พิมพ์ลงใน facebook ของตัวเองว่า “เมื่อสักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่” ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก “อำมาตย์” สักเท่าใดนัก”
ผมได้อ่านแล้วก็ยิ้มครับ ก็จริงของเขานะครับ คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นไพร่ พยายามทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย เพื่อจะไปตบไปตีคนอื่นๆได้ อย่างไร้เหตุผล จริงๆมันก็ไม่ต่างกันกับคนอื่นๆหรอกครับ
แต่ไม่นานนัก ก็มีหมัดสวนจากฝั่งณัฐวุติว่า “ตอนหัวค่ำพาแก้มไปทานข้าวร้านที่เขาชอบช้างน้อยก็ไปด้วย สุดคาดหมายว่ากรณ์ จาติกวาณิชย์จะเอามาเป็นประเด็นแล้วบอกว่าไม่นึกว่าคนประกาศตัวเป็นไพร่จะมีวิถีชีวิตคล้ายพวกเขา ฟังเรานะกรณ์ เพราะประเทศนี้มีคนคิดอย่างคุณการกดขี่จึงดำรงอยู่ ทำไมกำหนดว่าไพร่ต้องจน ต้องโง่ ต้องก้มหน้ารับการเหยียบย่ำ ทำไมไพร่มันจะกินข้าวร้านเดียวกับนายทุนไม่ได้ ประชาชนจงเจริญ”
กองเชียร์ฝั่งกรณ์ก็ออกมาด่าซ้ำครับ บ้างก็สะใจกันไป ส่วนฝั่งของณัฐวุติก็เลียแผลกันไปมา บ้างก็โกรธแค้น (มึงบอกมึงเป็นไพร่ พอเขาแซวว่าเป้นไพร่แล้วจะมาโกรธเขาทำไมกันวะครับ?) ก็มีด่ากันไปด่ากันมาระหว่างหน้า Facebook ผมว่าเรามาวิเคราะห์กันเล่นๆดีกว่าครับ กับสิ่งทีเกิดขึ้น
ผมว่าเจตนาของนายกรณ์คือแซวฝั่งตรงข้ามขำๆว่า “เห็นเรียกตัวว่าไพร่ๆ จริงๆมันก็เหมือนกันนั่นแหละว่ะ จะมาเรียกว่า “ไพร่” เรียกว่า “อำมาตย์” หาหอกอะไร” แต่ณัฐวุติ เขาคงไม่ขำด้วย จึงตอบโต้แบบโจมตีกลับไปทั้งหลายทั้งปวงสรุปเป็นคำว่า “เสือกไรวะ กูเป็นไพร่ในแบบของกู แดกข้าวตรงนี้หนักอำมาตย์คนไหนหรือไงวะ?”
ความหมายของคำว่าไพร่นั้น สามารถตีความได้ 2 อย่างคือ ไพร่ ที่แปลว่า “พลเมือง” และ ไพร่ ที่แปลว่า “ขี้ข้า คนเลว คนชั้นต่ำ” แต่ในปัจจุบันคำว่าไพร่จะเป้นไปในทิศทางของความหมายที่สอง นั่นคือ ขี้ข้า คนชั้นต่ำ คนเลว ซึ่งสมัยก่อน ไพร่จะต้องถูกตีตราเหมือนวัวเหมือนควายครับ เพื่อเป็นตัวบอกว่าไพร่ตัวนี้ เป็นข้าทาสในชนชั้นเจ้านายคนใด (สมัยก่อนเขาใช้คำว่า”ตัว”เป็นลักษณานามของไพร่นะครับ เช่น ไพร่ 1 ตัว ไพร่ 2 ตัว เป็นต้น) แต่ในปัจจุบันเขาเลิกทาสกันไปแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ใครที่ยังเรียกตัวเองว่าไพร่อยู่นั่นคือเขาก็ด่าตัวเองไปเรื่อยๆนั่นแหละ ครับ แล้วพอคนอื่นเขาสนับสนุนว่าพวกเอ็งเป็นไพร่ แล้วมันจะโวยวายทำไม จะชัดดิ้นชักงอทำไม นี่สินะครับที่เขาเรียกกันว่า “สันดานไพร่” ตัวไหนตัวนั้นครับ เป็นกันทุกตัว ใครที่จะแถว่าไพร่แปลว่าประชาชน ก็คงรุ้สึกเฉยๆกำคำว่า “สันดานไพร่” นะครับ
แต่จริงๆ คำว่า “ไพร่”นั้น ผมคิดว่ามันถูกยกขึ้นมาเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้นเองครับ โดยเนื่อแท้แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้ใช้คำว่าไพร่ในความหมายของมันหรอก แต่ใช้คำว่าไพร่เพื่อเอาไปใช้สู้กับสถาบันรวมถึงใครก็ตามที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอง หรือคิดว่ายืนตรงข้ามกับตัวเอง โดยเรียกคนเหล่านี้ว่า อำมาตย์” เป็นการแบ่งแยกชนชั้นกระทำขึ้นเพื่อ”ทักษิณ”เท่านั้นครับ ผมเองก็เคยถูกคนเสื้อแดงเรียกว่าเป็นอำมาตย์ด้วยนะครับ ผมก็ยังงงว่าผมมียศอะไรกับเขากันนะ ยศลูกเสื้อสามัญรุ่นใหญ่ หรือยศทหารกองเกิน ผมละงงจริงๆ แต่อย่าได้ไปล้อพวกเขาว่าไพร่นะ พวกเขาจะโกรธ มันก็แปลกดีครับกับตรรกะแบบนี้ หลายคนนะครับบอกตัวเองว่าเป็น”ไพร่” ทั้งๆที่พวกเขาคือ “ประชาชน” ไอ้ลัทธิกระสันกระเหี้ยนกระหือรืออยากเป็นไพร่ Fever กันหนัก ติดกันงอมแงมในหมู่คนเสื้อแดง ใครมียศมีศักดิ์ก็พร้อมอยากจะเป็นไพร่กันไปหมด หัวหน้าไพร่ก็บินไปบินมา นอนห้องแอร์ มีเงินพอจะจ้างอีหนูมานวดให้ทุกวันไม่ซ้ำหน้าด้วยซ้ำ ถ้าไอ้จ้อนยังพอใช้ได้นะ ไม่เห็นมันจะเป็นไพร่หรือดูเหมือนไพร่ตรงไหน แต่มันก็บอกว่ามันคือ”ไพร่”
คุณกรณ์ครับคนเหล่านี้เขา Sensitive มากกว่าที่คุณคิด แซวเขานิดๆหน่อยนี่ดิ้นพราดๆเลยนะครับ คราวหลังควรจะระวังมากกว่านี้นะครับ แม้เขาจะแอ๊บไพร่ แต่จริงๆมันก็แดกกันเอง มีเจ้าขุนมูลนายในวงของมันเอง มีการปกครองแบบพ่อแม้วปกครองขี้ข้า ไม่เชื่อลองถามนายทุนหัวหน้าไพร่อย่าง “นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร” ดูสิครับ




0 Comments.